วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559
บทความที่2 ต่อจากเมื่อวาน หลวงพ่อธัมมชโยที่ฉันรู้จัก
กาลต่อมา----------- หลังจากที่ได้กลับมาวัดพระธรรมกายเริ่มเรียนรู้เรื่องสมาธิจริงจังโดยซื้อเทปสอนสมาธิที่เป็นเสียงหลวงพ่อธัมมชโย นั่งตามที่ท่านให้คำแนะนำในเทป จนมีความสุขใจอยู่ตรงกลางได้ทุกวันช่างเวลานั้น มีชีวิตทำงาน เหมือนทำงานท่ามกลางดงดอกไม้ มีความสุขมาก ได้มาวัดทุกวันอาทิตย์ และ ได้นั่งสมาธิกับ หลวงพ่อธัมมชโยทั้งช่วงเช้าช่วงบ่าย เพราะช่วงปี 2541-2548 สุขภาพท่านยังแข็งแรง พอที่จะออกมาสอนสมาธิได้ ช่วงปี41-45 ช่วงที่วัดถูกกองทัพนักข่าว และคนที่ไม่เข้าใจวัด โจมตีช่วงนั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาส มาเข้าปฏิบัติธรรมที่หมู่บ้านปฏิบัติธรรมไม่ได้ขาดช่วงนั้น ธรรมกายเจดีย์ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สภาธรรมกายสากลด้านหลังยังไม่ได้มีพื้นที่จรด เป็นทางลาดปูนยาวไปถึงลานเจดีย์เหมือนปัจจุบัน ช่วงตรงนั้นเป็นรอยไถดินเป็นคันแถบ้าง เป็นก้อนกรวดเดินลำบาก ไม่มีต้นไม้ ช่วงเย็นๆ จะได้มีโอกาส มาบูชาเจดีย์ และได้กราบหลวงพ่อธัมมชโยทุกเย็น โดยบางวันท่านก็เมตตาลูกศิษย์ ซักถามเป็นกันเอง ไม่ได้ถือเนื้อถือตัว เช่นที่คนข้างนอกกล่าวหา เห็นกิจวัตรของท่านออกมาตรวจวัดบ่อยๆเพราะการสร้างวัดหลายตึกยังไม่เสร็จ จนเป็นเรื่องชินตา หลวงพ่อท่านจะรักนับถือคุณยายมากช่วงนั้นคุณยายอายุเยอะมากแล้วไม่ค่อยได้ออกมาเจอญาติโยม แต่เพราะข้าพเจ้ามาปฏิบัติธรรมที่หมู่บ้านปฏิบัติธรรมบ่อยๆ บ้านเรือนไทยและกุฏิคุณยายจะอยู่ติดกันก็จะได้ยินเรื่องที่หลวงพ่อเป็นห่วงคุณยาย ห่วงเรื่องอาหารการกิน เรื่องการอุปฏาก ต่างๆ มาจากเจ้าหน้าที่ ทุกวัน ช่วงเช้าท่านต้องไปเยี่ยมคุณยาย จะเห็นรถท่านผ่านประจำ คุณธรรมข้อนี้ของท่าน เป็นตัวอย่างที่ดีต่อลูกศิษย์ที่พึงทำต่อครูบาอาจารย์
กาลต่อมา—-- ข้าพเจ้าได้อิ่มกับการทำงานทางโลก ได้ตัดสินใจมารับบุญประสานงาน โดยรับผิดชอบประสานงานกับต่างประเทศอาทิเช่นเรื่องจัดทัวร์พา คณะเจ้าภาพที่ศัทธาวัดไปดูงานตามวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆและจัดปฏิบัติธรรมให้ชาวท้องถิ่นที่ประเทศต่างๆ ก็ได้มีโอกาสกราบเรียนรายงานเรื่องการจัดปฏิบัติธรรม โดยบางครั้งก็เอาอัลบลัมรูปภาพไปให้ท่านดูท่านจะสนใจเป็นพิเศษ จะดูภาพที่คนท้องถิ่นนั้งสมาธิทุกรูปไม่ยอมข้ามหน้าสมุดไปเลยช่วงนั้นเป็นช่วงที่ท่านเริ่มขาไม่ดีมากๆ ท่านไม่สามารถยืนได้นาน ต้องนั่งบนรถเวลาใครถวายปัจจัยหรือไปกราบรายงานท่านเรื่องงาน มีครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สอนสมาธิ ช่วงบ่ายเสร็จ มีเจ้าภาพหลายท่านไปนั่งรอ ถวายปัจจัยด้านหลังรัตนบัลลังค์ หลายท่านถวายปัจจัยท่านเยอะ ท่านก็ให้เวลาพูดคุยคนละนาทีสองนาที จนถึงช่วงที่ข้าพเจ้าจะถวายงานเรื่องการจัดปฏิบัติธรรมให้ชาวท้องถิ่น ท่านให้ความสนใจเปิดดูรูปทุกหน้า แม้ว่าจะพยายามให้น้องที่รับบุญเปิดหน้าอัลบลัมให้ใวๆเพื่อประหยัดเวลาท่าน เพราะเห็นว่าท่านเหนื่อยกับการสอนสมาธิและรับปัจจัย แต่ท่านกลับบอกว่าอยากดูเพราะงานที่แท้จริงของท่านคือการสอนสมาธิต่อชาวโลก ท่านจำรายละเอียดได้หมด ท่านสนใจสอบถามผลการสมาธิของชาวท้องถิ่น วันนั้นท่านให้เวลาสอบถามมากกว่าครึ่งชั่วโมง จนเจ้าภาพที่เสร็จจากถวายปัจจัยยังไม่ไปใหน มาอนุโมทนาบุญกับข้าพเจ้าด้วย จะเห็นว่าท่านให้ความใส่ใจกับงานเผยแผ่สอนสมาธิให้ชาวโลกมากกว่างานรับปัจจัย
การที่ได้มารับบุญในวัดได้เห็นกิจวัตร การใส่ใจในงานโดยเฉพาะเรื่องการสอนสมาธิให้ทุกคนและมีโครงการต่างๆที่เชื่อมโยงร่วมใจของทุกคนให้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด อยู่เป็นนิจ ให้กำลังใจ ทั้งเชียร์ชม คนให้รักการนั่งสมาธิ อ่านผลการปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์ ทุกวันในโรงเรียนอนุบาล ท่านมุ่งเน้นเรื่องการสอนสมาธิ ท่านเคยพูดว่างานที่แท้จริงของท่านที่ตั้งใจคือนำพาทุกคนให้เข้าถึงสันติสุขภายใน คือการนั่งสมาธิ งานหาปัจจัยท่านไม่ถนัด ถ้าเลือกได้อยากนั่งสมาธิอย่างเดียว นี้เป็น คำพูดที่ท่านยังยืนยันมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อธัมมชโยไม่ได้เปลี่ยนไปเลย จากที่เคยเห็นท่านมาเกือบ20ปีจนถึงปัจจุบันท่านยังมุ่งเน้นเรื่องเดียวคือเรื่อง สามาธิ มาถึงวันนี้วันที่มีลูกศิษย์ที่ไม่เข้าใจท่าน ออกจากวัดไปและกล่าวหาว่าท่านเปลี่ยนไป สนใจเรี่ยไรเงินมากกว่า สอนคน ก็ยังงง ๆ ว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้กลับเข้าวัด ไม่ได้เห็นด้วยตา เหมือนกับที่ข้าพเจ้าเห็น แล้วเขาเอาข้อมูลจากใหนมาพูด ...
........ อยากทิ้งท้ายบทความบทที่2 ของข้าพเจ้าเผื่อจะมีใครหาบทความของข้าพเจ้าเจอในอนาคตว่า อยากให้คนที่ไม่เข้าใจวัดพระธรรมกาย อย่าเพิ่งเปิดใจ แต่ให้เข้ามาดูวัดสักครั้ง ไม่ต้องหอบเงินมาทำบุญ เวลามาให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้พาชมเพราะวัดใหญ่จะได้รู้ว่าสิ่งก่อสร้างต่างๆ สร้างเพราะสาเหตุอะไร และท้ายสุด ก็ไปหลับตานั่งสมาธิสัก10นาทีที่โบสถ์ ไม่ต้องกลัวถูกของ เพราะที่นี้ไม่มีของใดๆทั้งสิ้น หรือถ้ากลัวก็เตรียมสิ่งศักดิ์ที่ท่านนับถือมากันของด้วยก็ได้ จะได้พิสูจณ์ด้วยตัวท่านเองด้วยตาอย่าเชื่อโดยที่ยังไม่เห็นหรือได้สัมผัสนะคะ.
-----------กราบขอบพระคุณสำหรับท่านที่ทนอ่านบทความของข้าพเจ้าจนจบคะ-------------
กาลต่อมา—-- ข้าพเจ้าได้อิ่มกับการทำงานทางโลก ได้ตัดสินใจมารับบุญประสานงาน โดยรับผิดชอบประสานงานกับต่างประเทศอาทิเช่นเรื่องจัดทัวร์พา คณะเจ้าภาพที่ศัทธาวัดไปดูงานตามวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างๆและจัดปฏิบัติธรรมให้ชาวท้องถิ่นที่ประเทศต่างๆ ก็ได้มีโอกาสกราบเรียนรายงานเรื่องการจัดปฏิบัติธรรม โดยบางครั้งก็เอาอัลบลัมรูปภาพไปให้ท่านดูท่านจะสนใจเป็นพิเศษ จะดูภาพที่คนท้องถิ่นนั้งสมาธิทุกรูปไม่ยอมข้ามหน้าสมุดไปเลยช่วงนั้นเป็นช่วงที่ท่านเริ่มขาไม่ดีมากๆ ท่านไม่สามารถยืนได้นาน ต้องนั่งบนรถเวลาใครถวายปัจจัยหรือไปกราบรายงานท่านเรื่องงาน มีครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สอนสมาธิ ช่วงบ่ายเสร็จ มีเจ้าภาพหลายท่านไปนั่งรอ ถวายปัจจัยด้านหลังรัตนบัลลังค์ หลายท่านถวายปัจจัยท่านเยอะ ท่านก็ให้เวลาพูดคุยคนละนาทีสองนาที จนถึงช่วงที่ข้าพเจ้าจะถวายงานเรื่องการจัดปฏิบัติธรรมให้ชาวท้องถิ่น ท่านให้ความสนใจเปิดดูรูปทุกหน้า แม้ว่าจะพยายามให้น้องที่รับบุญเปิดหน้าอัลบลัมให้ใวๆเพื่อประหยัดเวลาท่าน เพราะเห็นว่าท่านเหนื่อยกับการสอนสมาธิและรับปัจจัย แต่ท่านกลับบอกว่าอยากดูเพราะงานที่แท้จริงของท่านคือการสอนสมาธิต่อชาวโลก ท่านจำรายละเอียดได้หมด ท่านสนใจสอบถามผลการสมาธิของชาวท้องถิ่น วันนั้นท่านให้เวลาสอบถามมากกว่าครึ่งชั่วโมง จนเจ้าภาพที่เสร็จจากถวายปัจจัยยังไม่ไปใหน มาอนุโมทนาบุญกับข้าพเจ้าด้วย จะเห็นว่าท่านให้ความใส่ใจกับงานเผยแผ่สอนสมาธิให้ชาวโลกมากกว่างานรับปัจจัย
การที่ได้มารับบุญในวัดได้เห็นกิจวัตร การใส่ใจในงานโดยเฉพาะเรื่องการสอนสมาธิให้ทุกคนและมีโครงการต่างๆที่เชื่อมโยงร่วมใจของทุกคนให้เข้ามาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด อยู่เป็นนิจ ให้กำลังใจ ทั้งเชียร์ชม คนให้รักการนั่งสมาธิ อ่านผลการปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์ ทุกวันในโรงเรียนอนุบาล ท่านมุ่งเน้นเรื่องการสอนสมาธิ ท่านเคยพูดว่างานที่แท้จริงของท่านที่ตั้งใจคือนำพาทุกคนให้เข้าถึงสันติสุขภายใน คือการนั่งสมาธิ งานหาปัจจัยท่านไม่ถนัด ถ้าเลือกได้อยากนั่งสมาธิอย่างเดียว นี้เป็น คำพูดที่ท่านยังยืนยันมาจนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อธัมมชโยไม่ได้เปลี่ยนไปเลย จากที่เคยเห็นท่านมาเกือบ20ปีจนถึงปัจจุบันท่านยังมุ่งเน้นเรื่องเดียวคือเรื่อง สามาธิ มาถึงวันนี้วันที่มีลูกศิษย์ที่ไม่เข้าใจท่าน ออกจากวัดไปและกล่าวหาว่าท่านเปลี่ยนไป สนใจเรี่ยไรเงินมากกว่า สอนคน ก็ยังงง ๆ ว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้กลับเข้าวัด ไม่ได้เห็นด้วยตา เหมือนกับที่ข้าพเจ้าเห็น แล้วเขาเอาข้อมูลจากใหนมาพูด ...
........ อยากทิ้งท้ายบทความบทที่2 ของข้าพเจ้าเผื่อจะมีใครหาบทความของข้าพเจ้าเจอในอนาคตว่า อยากให้คนที่ไม่เข้าใจวัดพระธรรมกาย อย่าเพิ่งเปิดใจ แต่ให้เข้ามาดูวัดสักครั้ง ไม่ต้องหอบเงินมาทำบุญ เวลามาให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้พาชมเพราะวัดใหญ่จะได้รู้ว่าสิ่งก่อสร้างต่างๆ สร้างเพราะสาเหตุอะไร และท้ายสุด ก็ไปหลับตานั่งสมาธิสัก10นาทีที่โบสถ์ ไม่ต้องกลัวถูกของ เพราะที่นี้ไม่มีของใดๆทั้งสิ้น หรือถ้ากลัวก็เตรียมสิ่งศักดิ์ที่ท่านนับถือมากันของด้วยก็ได้ จะได้พิสูจณ์ด้วยตัวท่านเองด้วยตาอย่าเชื่อโดยที่ยังไม่เห็นหรือได้สัมผัสนะคะ.
-----------กราบขอบพระคุณสำหรับท่านที่ทนอ่านบทความของข้าพเจ้าจนจบคะ-------------
วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559
การเดินทาง และการค้นหา ครูบาอาจารย์ที่ใช่...
ครั้งกาลเริ่มต้น...
2535 พ.ศ.เริ่มศก หลังพฤษภาทมิฬ ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาปีที่2ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยความที่เรียนไปด้วย ทำงานพิเศษและหลังจากอบรมมัคคุเทศก์ ได้หาทางเตรียมที่จะให้ตัวเองเรียนให้จบมหาลัย จึงตกลงใจเข้าสมัครติววิชาภาษาอังกฤษกับติวเตอร์หน้ามหาลัยณ.ที่นั้นข้าพเจ้าได้เจอกับเพื่อนกัลยาณมิตร ได้ชวน ให้เข้าไปสวดมนต์ทำกิจกรรม กับชมรมพุทธ ซึ่งก็ชอบมากเพราะได้รู้จักเพื่อนเพิ่มมากขึ้น และได้มีโอกาส ได้ไปนั่งสมาธิทุกวันพุทธที่บ้านมธุระ ซอยลาดพร้าว81 สมัยก่อน จนจบมหาลัย ปี 2537 ความประทับใจในการที่เข้าชมรมพุทธคือ เพื่อนๆ ในชมรมพุทธ ดูใสๆ ไม่เกเร ไม่ชวนเล่นไพ่ หลังมหาลัย ชวนกันสวดมนต์ ทำวัตน์เย็น และ จัดพิธีกรรม สำคัญเช่นจัดธุดงค์ พิธีใหว้ครูเป็นที่ประทับใจมาก
จนเรียนจบก็ห่างหายไม่ค่อยได้แวะเวียนเข้าวัดและชมรมพุทธ เพราะภาระกิจทางโลก ทำงาน เรียนภาษา เคยเล่าเรื่องการเข้าวัดพระธรรมกาย ให้เพื่อนๆที่ทำงานมัคคุเทศก์ ด้วยกันเข้า ไม่ชอบวัด แต่เราเฉย ก็งง ว่าทำไมเขาไม่ชอบวัด
หายไปสองปี ที่ไม่ได้เข้าวัดเลยแต่ก็ยังมีเพื่อนกัลยาณมิตรค่อยพื่อตามมาอยู่ด้วย ค่อยบอกว่า เอาบุญมาฝากเวลาเขากลับจากวัดทุกวันอาทิตย์
จนปีทีีประสบปัญหา สุขภาพและเครียดกับการทำธุรกิจเสริม ได้มาบวชอุบาสิกาแก้วแสนคนรุ่นแรก หลังจากที่ไม่ได้เข้าวัดมานาน ตกใจมาเห็นสภาธรรมกายสากล หลังใหญ่ จากที่เคยมาวัดช่วงที่สภายังเป็นหลังคาจาก และบางครั้งที่มาก็มานั่ง กลางลาน ที่มีซาแลงเป็นหลังคามุง และพื้นเป็นหินและดินก้อนกรวดตรงสถานที่ที่สร้างสภาธรรมกายสากล และช่วงที่มาบวชอุบาสิกาแก้วรุ่นแรกในปีนั้น รู้สึกมีความสุขมากถึงจะนอนบนพื้นท่ามกลางเพื่อนนับแสนคน แต่จิตใจกลับเงียบสงบ รู้สึกทึ่งมากๆ ที่วัดจัดระเบียบ และ สร้างความสงบได้แม้จะมีคนเป็นแสนคน หลังจากนั้น ทำให้ตัดสินใจเอาปัจจัยที่เก็บใว้ มาทำบุญก้อนแรก ที่วัด เพราะอยากบูชาธรรมหลวงปู่สด สร้างพระแกนกลาง...เพราะเห็นประโยชน์ว่าวัดจะเอาปัจจัยที่ได้จากเรามาสร้างงานในพุทธศาสนา และก็ได้จริง ดังที่เห็นได้จากที่ข้าพเจ้าได้ หายไปจากวัดสองปีจากที่เคยนั่งบนก้อนกรวดหลังคามุงซาแลง กลับ เป็นสภาหลังใหญ่ ลาดปูน หลังคามุงด้วยวัสดุที่คงทน เสาแต่ละต้นใหญ่มาก เกินกว่าจะคาดคิด..
มีต่อตอนต่อไปคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


